บทความ "ผู้บำเพ็ญทศธรรม" โดย พล.ต.ม.ร.ว.วัยวัฒน์ จักรพันธุ์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สำนักข่าวเหยี่ยวเวหานิวส์🦅🦅
"ผู้บำเพ็ญทศธรรม" โดย พล.ต.ม.ร.ว.วัยวัฒน์ จักรพันธุ์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สำนักข่าวเหยี่ยวเวหานิวส์🦅🦅
------------------------------------------
ภาคที่ ๑ - บทนำ
๑.๑ ทศธรรม คืออะไรและได้มาจากไหน
๑.๒ ตัวเราแต่ละคนเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับทศธรรม
๑.๓ ที่มาของ “ทศธรรม” และการนำมาสู่การปฏิบัติ
--------------------------------------------
ภาคที่ ๒ - ทำความเข้าใจสาระของทศธรรม (๑๐) แต่ละข้อ
๒.๑ ความรู้ดี (สนองตามแนวราชธรรมข้อ “อวิโรธนํ" )
๒.๒ มีสัจจะ (สนองตามแนวราชธรรมข้อ “ทานํ" )
๒.๓ เสียสละเพื่อสังคม (สนองตามแนวราชธรรมข้อ “บริจาคํ” )
๒.๔ นิยมประชาธิปไตย (สนองตามแนวราชธรรมข้อ “อวิหิํสํ" )
๒.๕ ใช้เหตุใช้ผล (สนองตามแนวราชธรรมข้อ “อาชฺฺชวํ ” )
๒.๖ อดทนต่อหน้าที่ (สนองตามแนวราชธรรมข้อ “ขนฺติ" )
๒.๗ หลีกหนีอบายมุข (สนองตามแนวราชธรรมข้อ “สีลํ” )
๒.๘ หาความสุขจากธรรมะ (สนองตามแนวราชธรรมข้อ “ตปํ" )
๒.๙ เลิกละทิฐิ (สนองตามแนวราชธรรมข้อ “มทฺทวํ" )
๒.๑๐. มีสติครองตน (สนองตามแนวราชธรรมข้อ “อกฺโกธํ" )
------------------------------------------
ภาคที่ ๓ – ผลจากการบำเพ็ญทศธรรม
๓.๑ - ผลเฉพาะตัวผู้ครองทศธรรม
๓.๒ - ผลที่เกิดแก่ครอบครัว ญาติมิตร
๓.๓ - ผลที่เกิดแก่บุคคลใกล้ตัวในวงการเดียวกัน
๓.๔ - ผลต่อสังคมโดยรวมของชาติบ้านเมือง
๓.๕ - ผลต่อสถาบัน ชาติ - ศาสนา - พระมหากษัตริย์
--------------------------------------------
ภาคที่ 4 - ข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนา (ต่อยอด) คู่มือทศธรรมฉบับปัจจุบัน
(หลักทศธรรมสำนวนพื้นฐาน) : สู่สำนวนใหม่ๆ ที่จะมีผู้รจนาขึ้น
____________________________
#ผู้บำเพ็ญทศธรรม ( ภาคที่ ๒ ) บทความโดย พล.ต.ม.ร.ว.วัยวัฒน์ จักรพันธุ์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สำนักข่าวเหยี่ยวเวหานิวส์
ภาคที่ ๒ เข้าใจในสาระของ "ทศธรรม" ในเมื่อเราจะบำเพ็ญ (ครอง) ทศธรรมกันแล้ว ย่อมจึงต้องเข้าใจเนื้อหาสาระของ “ทศธรรม (๑๐)” เป็นรายขอให้แจ่มแจ้ง ชัดเจน จะได้นำไปใช้ได้อย่างมีผลสมบูรณ์ และพึงเข้าใจว่าทศธรรมแต่ละข้อนั้นมีความสำคัญเท่าๆ กันทุกข้อ มิได้มีข้อหนึ่งข้อใดด้วยความสำคัญกว่าข้ออื่นแต่อย่างใด ฉะนั้นการเรียงหัวข้อ “ทศธรรม” จึงไม่ได้เรียงตรงตามลำดับแห่ง “ทศพิธราชธรรม” (ตามใน “ภาคที่๑")
ทั้งนี้เพื่อสร้างความคล้องจองให้เหมาะที่จะท่องจําขึ้นใจได้ง่ายๆ สําหรับทุกคน จึงเรียงลำดับทศธรรม ๑๐ ประการไว้ดังนี้
“ความรู้ดี” >> “มีสัจจะ" >> “เสียสละเพื่อสังคม" >> “นิยมประชาธิปไตย” >> “ใช้เหตุใช้ผล" >> “อดทนต่อหน้าที่” >> “หลีกหนีอบายมุข” >> “หาความสุขจากธรรมะ" >> “เลิกละทิฐิ" >> “มีสติครองตน”
อธิบาย ทศธรรม ๑๐ ข้อ ในบทความ “ภาคที่ ๒” ดังต่อไปนี้
๒.๑ ความรู้ดี คือ คุณสมบัติ (ธรรมะ/หน้าที่) อันตัวเราจึงมีพึงครอง (บำเพ็ญ) คือการเป็นพหูสูต ศึกษาด้วยการฟัง/การอ่านตลอดชีวิตจากแหล่งความรู้ทุกแห่งเท่าที่เรามีโอกาสเข้าถึง เพื่อให้เกิดความ “รอบรู้” ขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งจะทำให้ตัวเรามีภูมิรู้มากมายพอเพียงจะนำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ตัวเรามีต่อสังคมรอบตัว กล่าวคือ เมื่อเรามีบทบาทหน้าที่ใดๆ ตามที่สังคมมอบหมายและหวังว่าจะได้รับจากตัวเรา เราจะได้ใช้ความรอบรู้ที่สั่งสมมาดีแล้วนั้น มาปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกถ้วนสมบูรณ์ และปราศจากการบกพร่องผิดพลาด หากผู้ใด มี และ ใช้ ภูมิให้ทำงานการในหน้าที่ได้ดียิ่ง นั่นคือ ผู้นั้น บำเพ็ญ “ทศธรรมข้อที่ ๑” นี้สำเร็จแล้ว
ตัวอย่าง ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรี “ความรู้ดี” ก็คือรู้ว่าจะวางตัว รมว. รมช.แต่ละกระทรวง (ครบทุกกระทรวง) อย่างไร จึงจะเป็นการ “แต่งตั้ง เจ้ากระทรวง นั้นๆ ด้วยผู้ที่เก่งและดีจริงสำหรับภารกิจทั้งปวงของกระทรวง” ซึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีทำได้สำเร็จเช่นนั้น ก็เข้าขั้น “ความรู้ดี” ของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มิใช่วัดกันที่นายกมีปริญญาชั้นไหน แม้มิใช่ “ดุษฎีบัณฑิต (ดร.)” ถ้า PUT THE RIGHT MAN TO THE RIGHT JOB ได้ดังกล่าวก็ถือว่า “ผ่าน” ทศธรรมข้อที่ ๑ (ความรู้ดี) นี้แล้ว ฯลฯ
อีกตัวอย่างหนึ่ง ถ้า “ภารโรงครองข้อความรู้ดี” นี้จะมีการศึกษาระดับไหนก็ตาม สามารถดูแลสถานประกอบการที่ตนรับผิดชอบ ให้เป็นสถานที่อันสะอาด สะดวก ปลอดภัย และบรรยากาศปลอดโปร่ง เหมาะยิ่งสำหรับบุคลากรทุกหน้าที่ในหน่วยงานนั้นๆ จะเข้าทำงานอย่าพึงพอใจ ภารโรงผู้นั้นก็คือ “สอบผ่าน" ทศธรรม ขอความรู้ดีนี้แล้ว ฯลฯ
ตัวของเราแต่ละคนจึงวิ่งหาความรู้ให้มากพอเพียงกับตำแหน่งหน้าที่ที่สังคมให้เราเป็นให้เราทำ เพื่อว่าเราจะทำผลงานได้ดีตามที่สังคมหวังจากตัวเรา คือ เราจะไม่เผลอทำอะไรผิดพลาด บกพร่อง เพราะด้วยความที่เรารอบรู้ มีความรู้ดีตามตำแหน่งหน้าที่นั่นเอง
----------------------------------------------
๒.๒ มีสัจจะ คือ คุณสมบัติของตัวเราที่สามารถ “พูดจริงทำจริง” ตามที่เราบอกกล่าวกับคนทั้งหลายทั้งปวงไว้ ซึ่งถ้าเรา “มีสัจจะ” ย่อมอยู่ในฐานะที่ผู้คนเชื่อถือไว้วางใจและพึ่งเราได้ดังที่เราแถลงไว้ สังคมยอมเชื่อมือ เชื่อใจ พอใจให้เราดำรงอยู่อย่างมีเกียรติภูมิ และได้รับความศรัทธาสูงจากสังคมรอบข้างอยู่เสมอ
ตัวอย่าง ถ้ารัฐบาลไหนได้รับเลือกตั้งเข้ามาด้วย “นโยบาย” ที่แถลงไว้ในคราวหาเสียงเป็นที่ถูกใจและต้องการของประชาชน ก็ยิ่งที่จะเข้ามาบริหารประเทศให้ตรงและเต็มตามนโยบายที่ประกาศไว้นั้น ประชาชนก็จะยินดีให้กลับเข้ามาบริหารประเทศ ในรอบการเลือกตั้งครั้งต่อไปอีก และระหว่างยังเป็นรัฐบาลก็จะไม่มีจุดอ่อนใดที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงมีผู้อภิปรายก็จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้อย่างชัดเจน และพ้นมลทินทั้งปวง เพราะมิได้ผิดคำพูด
การให้ความหวังกับใครๆแล้วไม่ทำให้ผู้นั้นผิดหวังกับเรา นับว่าเป็นความดีที่สมควรกระทำ จึงขอใช้คำว่า “มีสัจจะ” เป็นทศธรรม ข้อที่ ๒ นี้ที่เราควรบำเพ็ญ
----------------------------------------------
๒.๓ เสียสละเพื่อสังคม คือ คุณสมบัติอันแสดงความจริงใจทำประโยชน์สุขให้แก่เพื่อนร่วมชาติ โดยเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม (สังคม) เป็นสำคัญ มิได้เห็นแต่แก่ตัว หรือพวกพ้อง เป็นเบื้องต้น โดยจะพูด-คิด-ทำอะไร ก็ให้เป็นผลดีต่อสังคม ส่วนรวม ให้สังคมเจริญ และประเทศชาติก้าวหน้าด้วยแรงกาย แรงปัญญา และขีดความสามารถของตัวเรา คิดไปข้างหน้าเพียงว่า เมื่อส่วนรวมดี แล้วเราก็ย่อมได้รับผลดีตามส่วนรวมไปด้วย เป็นรางวัลของความตั้งใจดีของเราในยามนั้น แม้แต่การกระทำดีในลักษณะ “ปิดทองหลังพระ” ก็ยินดีและภูมิใจที่ได้ทำตัวอย่าง เมื่อนักการเมืองทุกคน และผู้บริหารงานแผ่นดินทุกระดับมีจิตใจแน่วแน่ “เสียสละเพื่อสังคม” เช่นนี้ ก็จะมีแต่ความรักชาติและเห็นแก่ประโยชน์สุขของเพื่อนร่วมชาติ แสดงออกด้วยการ “ไม่โกงกิน” ฉ้อราษฎร์บังหลวงในโอกาสทั้งปวง ถ้าเป็นรัฐบาลก็จะไม่มีอาการที่เรียกว่า “เผด็จการทางรัฐสภา" หรือ บริหารโดยอาศัย “มติคณะรัฐมนตรี” (หาและเห็นแก่ประโยชน์ของตนและพวกพ้อง) ซึ่งความบริสุทธิ์โปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินก็จะก่อเกิดประโยชน์แก่ชาติและประชาชนอย่างเต็มๆ ตลอดเวลา นักการเมืองทั้งหลายผู้ครองทศธรรมข้อนี้ ย่อมอยู่ในสายตาของประชาชนที่จะเลือกตั้งเข้ามาดูแลงานของชาติ และเป็นที่พึ่งของประชาชนสืบไป
ตัวเราท่านแต่ละคน เมื่อครองทศธรรมข้อนี้ย่อมอยู่ในสังคมอย่างหน้าชื่นตาบาน ภาคภูมิใจในความบริสุทธิ์ และเป็นผู้มือสะอาด เป็นคนดีศรีสังคมที่รักชาติด้วยใจจริง
----------------------------------------------
๒.๔ นิยมประชาธิปไตย คือ คุณสมบัติแห่งการรักความเสมอภาค ดำรงความบริสุทธิ์ยุติธรรมตามอุดมการณ์ของชาวประชาธิปไตย ย่อมจะไม่เบียดเบียน เบียดบังหรือล่วงเกินสิทธิและหน้าที่ของผู้อื่น มุ่งจะรักษาสิทธิและหน้าที่อันชอบของตนให้จริงจังเท่านั้น ทุกคนก็จะได้ชื่นชมกับบรรยากาศความเป็น “ประชาธิปไตย” ถ้วนหน้า และจะไม่มีสภาวะ “เผด็จการ” ขึ้นในแผ่นดินอีกต่อไป ความสามัคคีและควาบริสุทธิ์ยุติธรรม ก็จะมีอยู่ในสังคมตามที่เราท่านปรารถนา และโหยหาอยู่ มายาวนานแล้วนี้
ตัวอย่าง นักการเมืองหาเสียง ก็จะไม่มีอาการลดแลกแจกแถม ซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือโกงคะแนนเลือกตั้ง หรือหลอกล่อประชาชนด้วยอามิสสินจ้างทั้งปวง อย่างที่เคยเป็นมาในอดีตอีกต่อไป
ตัวเราเอง ในฐานะประชาชนคนทั่วไป ก็จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หาสภาผู้แทน/หารัฐบาล ที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย เข้าบริหารประเทศชาติได้สมเจตนา โดยจะคัดกรองนักการเมือง ที่หย่อนทศธรรมออกไป เลือกไว้แต่คนเก่ง และคนที่เข้าสภา เป็นสภาของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ช้าไม่นาน ไทยก็จะเป็นประเทศ “ประชาธิปไตยเต็มใบ หมดยุคสมัยเผด็จการไปเองในที่สุด
----------------------------------------------
๒.๕ ใช้เหตุใช้ผล คือ คุณสมบัติอันตัวเราเป็นผู้มี “หลักการ” ในการคิด-พูด-ทำ อะไรต่างๆ ในทุกโอกาส “หลักการ” ในที่นี้ใช้ ๓ หลักก็เพียงพอ คือ (๑) หลักกฎหมาย คือ จะพูด-คิด-ทำอะไร อย่าให้ผิดกฎหมายใหญ่น้อยของแผ่นดิน (๒) หลักวัฒนธรรมประเพณีอันดีของชนชาติไทย อันสืบเนื่องยาวนาน จนเป็นที่เชิดหน้าชูตาของ “ชนเผ่าไทย” และ (๓) หลักคำสอนของศาสนา จงอย่าคิด-พูด-ทำอะไรให้ขัดต่อหลักศาสนาที่แต่ละคนนับถือ (ทุกศาสนาสอนให้เราเป็นคนดี) ถ้ามั่นคงอยู่ในหลักการทั้งสามนี้ ถือว่าได้ปฏิบัติทศธรรมข้อ ๕ นี้แล้ว
ตัวอย่าง การเสนอและลงมติอนุมัติใช้กฎหมายไม่ว่าจะเสนอโดยรัฐบาล/โดยสมาชิกรัฐสภา/ แม้แต่โดยประชาชนเข้าลงชื่อกันเสนอกฎหมายก็ตาม หากกฎหมายนั้นชอบด้วยหลักการทั้งสามข้อนี้ ย่อมเป็นกฎหมายที่ดี และจะเป็นประโยชน์สุขแก่ประชาชน คนทั้งประเทศ และเป็นการเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์โดยแท้
เราทานในฐานะเอกชน จึงคิด - พูด - ทำ ตามหลักการทั้งสามนี้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็น “คนดีศรีแผ่นดิน”
----------------------------------------------
๒.๖ อดทนต่อหน้าที่ คือ คุณสมบัติที่เป็นสิ่งหนึ่งของความอดทนทั้งหลายทั้งปวง (มิใช่เต็มตามขอบเขตราชธรรม ข้อ ขนฺติ) ขอเพียงอดทนอย่างที่เราท่านในสังคมจึงเพียรพยายามปฏิบัติกันได้ นั่นคือ อดทนต่อหน้าที่ เพราะคนเรานี้มีหน้าที่ต่อสังคมด้วยกันทุกคน ตามฐานานุรูป หนึ่งคือ “หน้าที่หลัก” และสองคือ “หน้าที่ทั่วไป" เมื่อค้นพบตัวเองว่ามีหน้าที่หลัก / หน้าที่รอง ประการใดต่อสังคมแล้ว ก็พึงรับผิดชอบในหน้าที่เหล่านั้น และเพราะว่าการปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ย่อมต้องพบอุปสรรคความยากลำบาก ใหญ่บ้าง น้อยบ้าง น้อยนักที่จะไม่มีความยากเลย ในการรักษาหน้าที่เหล่านั้น ความอดทนต่อหน้าที่ จึงต้องมีอยู่เสมอ คือ ต้องรับผิดชอบใช้สติปัญญา ความสามารถทั้งปวงฟันฝ่าอุปสรรคบนเส้นทางทำงานของเราให้ผ่านพ้น และไปให้ถึงสิ่งที่เรามีหน้าที่รับผิดชอบนั้น อย่างมีความ"รับผิดชอบ”
ยกตัวอย่าง รัฐบาลมีหน้าที่อย่างยิ่งสองประการ คือ (๑) ทำอย่างไรให้ประชาชนมีความสุข ความเจริญในชีวิตอย่างพอเพียงโดยทั่วถึงกัน และ (๒) ทำอย่างไร จะนำพาชาติให้เจริญรุ่งเรืองและปลอดภัย มีสันติภาพ รักษาเอกราชอธิปไตยไทยไว้ให้ยืนยงชั่วฟ้าดิน เมื่อใครเข้ามาเป็นคณะรัฐบาล ก็จะต้องมาทำงานทั้งการ “แก้ปัญหา” และการ “พัฒนา” แข่งกับเวลา และสิ่งแวดล้อมของสากล
ตัวอย่าง ประเทศต่างๆ ในสากล เหตุใดจึงต้องมีรัฐบาลที่เก่งกาจและเข้มแข็ง ทั้งนี้ก็เพราะรัฐบาลของชาตินั้นๆ ต้องฟันฝ่าอุปสรรค แก้ปัญหาที่เดิมมี และพัฒนาชาติไปข้างหน้า ด้วยความอุตสาหะวิริยภาพอย่างยิ่ง ดังเช่น จีนกับสหรัฐอเมริกาทุกวันนี้แข่งกันเป็นผู้นำในสากลเป็นต้น
ระดับเราท่าน ส่วนบุคคลที่มีหน้าที่ต้องทำด้วยความอดทน ขึ้นต้นก็หน้าที่ต่อครอบครัวตนเอง และต่อมาก็คือ หน้าที่รับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวกับสังคมรอบข้างจนถึงหน้าที่ต่อชาติบ้านเมือง เท่าที่ขีดความสามารถของเราท่าน แต่ละคนจะทำได้เพื่อหน้าที่ “ตอบแทนคุณแผ่นดิน”
----------------------------------------------
๒.๗ หลีกหนีอบายมุข คือ คุณสมบัติอันตัวเราจะต้องรักษาสถานภาพแห่งตัวตนไว้ให้ปลอดภัย และมีความสำเร็จในชีวิต คือ อย่าก้าวพลาดไปสู่เส้นทางแห่งความตกต่ำ เสื่อมเสียเกียรติภูมิ และเสียโอกาสที่จะประกอบคุณงามความดี เราต้องผดุงตนไว้ชอบ อย่าให้มัวหมอง เสียชื่อเกียรติภูมิ ซึ่งกระทำได้ก็โดย มุ่งมั่นรักษาศีล เพียงศีลห้าก็พอหลีกหนีอบายมุขได้พอสมควรแล้ว
ตัวอย่าง บุคคลในคณะรัฐบาล จะเป็นผู้ “ทุศีล” มิได้ เพราะมีภาระที่ต้องรับผิดชอบบ้านเมือง ถ้าปกครองแบบทุศีล บ้านเมืองย่อมเกิดทุกข์เข็ญดังคำว่า “เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่เอย"
ในระดับเราตัวบุคคล ก็รู้อยู่ว่า “รับศีลห้า” อยู่บ่อย หลายครั้งหลายคราในชีวิต เพียงบำเพ็ญตนจริงๆ ให้สมบูรณ์ในศีลห้า ก็จะเป็นคนดีของสังคมได้แล้ว เพราะจะไม่พูด-คิด-ท่า ในสิ่งที่ผิดศีล
----------------------------------------------
๒.๘ หาความสุขจากธรรมะ คือ คุณสมบัติที่ควบคู่กับการหลีกหนีอบายมุข คือ งดทำกรรมชั่วแล้วต้องทำความดีอีกด้วย วิธีตรงๆ ก็จงมอง “สีขาว” บนธงไตรรงค์ประจำชาติของเราให้ซึ่งว่า “ศาสนา” เป็นสถาบันสูงสุดหนึ่งในสามของเรา เราต้องพึ่งพาและนำคุณูปการของศาสนามานำจิตใจเราให้สูงขึ้น (มนุษย์ แปลว่าผู้มีจิตใจสูง) ใครถือศาสนาใดก็จงเรียนรู้คำสอนของศาสนาที่ตนนับถือนั้นให้มากขึ้นทุกขณะ แล้วนำสิ่งที่เรียนรู้แล้วนั้น มาใช้พัฒนาใจตนให้สูงขึ้นด้วยคำสอนอันมีอยู่มากมายในแต่ละศาสนา อาทิ พุทธศาสนามีคำสอนให้เรียนได้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และคนไทยมีอิสระในการนับถือศาสนา ไม่พุทธก็ศาสนาใดอื่น (จึงมีแถบสีขาวบนธงไตรรงค์ถึงสองแถบ)
ตัวอย่าง ถ้ารัฐบาลต้องการจะส่งเสริมคนในชาติให้มีความสุขจากธรรมะ ก็จงส่งเสริมงานของกระทรวงวัฒนธรรมให้ก้าวไกล
สำหรับตัวเราท่าน พึงหมั่นเรียนรู้คำสอนทางศาสนา (กี่ศาสนาก็ได้) มาพัฒนาจิตใจ เพราะทุกศาสนาสอนให้เราเป็นคนดีทั้งสิ้นแล้วเราก็จะได้ความสุขจาก “ธรรมะ”ทั่วกัน
----------------------------------------------
๒.๙ เลิกละทิฐิ คือ คุณสมบัติอันจำเป็นสำหรับตัวเรา เพื่อทำให้เราสงบ สุขุม สุภาพ อ่อนน้อม อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ กลายเป็นคนที่น่าคบหาสมาคม และศรัทธา จึงพอใจในความรู้สึกของทุกคนรอบตัวเรา ที่เห็นเราติดดิน ไม่วางตนใหญ่เหนือมนุษย์อื่นใด ก็จะมีแต่คนอยากเข้าใกล้ สนับสนุน ช่วยเหลือให้เราทำงานได้ผลสมบูรณ์ รวดเร็ว และง่ายดายยิ่งขึ้นดังคติในคำโคลงโลกนิติ บทที่ ๑๓ ว่า
“อ่อนหวานมานมิตรลน เหลือหลาย
หยาบ่มีเกลอกราย เกลื่อนใกล้
ดุจดวงศศิฉาย ดาวดาษ ประดับนา
สุริยะส่องดาราไร้ เมื่อร้อนแรงแสง” นั้นแล
ตัวอย่าง ผู้บริหาร หากมีทศธรรมข้อนี้ลูกน้องจะเต็มใจช่วยงานอย่างสวามิภักดิ์และเคารพตลอดไป แม้เมื่อพ้นหน้าที่แล้ว ก็ยังเคารพรักใครดุจเดิม ตรงข้ามถ้าผู้บริหาร แสดงความวางใหญ่ วางโต ถือเนื้อ ถือตัวพอพ้นหน้าที่ ลูกน้องของตนเองเดิม ยังหลบหนีไม่เคารพ
สำหรับตัวเรา ถือหลักเลิกละทิฐินี้จะเป็นที่น่ารัก และคนรอบข้างอยากรับใช้สนับสนุน แม้จะยากจน ไม่มีบารมีด้านเงินทอง ก็ยังไม่มีใครรังเกียจ และรู้สึกดีด้วยได้แม้ไม่ต้องร่ำรวย ขอเพียงสุภาพ และวางตนให้เกียรติผู้อื่นเสมอด้วยเกียรติของตนก็สำเร็จแล้ว
-----------------------------------------------
๒.๑๐ มีสติครองตน คือ เป็นคุณสมบัติที่จะพาให้ตนเองไม่เป็นพิษ เป็นภัยต่อคนรอบข้าง มีแต่มิตรไมตรี ไม่มีอันตรายหรือศัตรู เพราะการที่เรามีสติ คอยระงับอารมณ์ที่ไม่ดี อย่าให้มากัดกร่อนจิตใจตนให้ขุ่นมัว และเราจะไม่เผลอใช้อารมณ์ร้ายต่อผู้อื่น ทำให้เราเข้าไหนเข้าได้ ไม่มีผู้รังเกียจ เกลียดชัง กล่าวคือ เราต้องควบคุมอารมณ์ไว้ “อย่าเผลอโกรธ เกลียด – รังเกียจ - ดูถูก - อิจฉา - พยาบาท” ใครๆ ทั้งสิ้น แล้วจะพบแต่ไมตรีจิต มิตรภาพ และสันติภาพ
ตัวเรา หากควบคุมอารมณ์ร้ายของตนเองได้ ถือว่า ชนะตนเอง และเป็นหนทางให้ “ชนะ” ในที่ทั้งปวง เพราะมีสมาธิที่ดีเลิศ และสุขภาพจิตที่เข้มแข็ง กับทั้งปลอดภัยไร้ศัตรูอีกด้วย
----------------------------------
สรุปสาระใน “ภาคที่ ๒” ทศธรรมทั้ง ๑๐ ประการนี้
เป็นธรรมส่วนเสี้ยวหนึ่งของ ราชธรรมทั้งสิบข้อ คือ ถ่ายทอดมาเฉพาะบางส่วนของ “ทศพิธราชธรรม” แต่อย่างไรก็ดี ทุกข้อของทศธรรม เป็นการตามรอยแห่งราชธรรม ๑๐ ประการ เมื่อเราบำเพ็ญทศธรรม จะเท่ากับตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในทศพิธราชธรรม อันซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงประกาศ “พระปฐมบรมราชโองการ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม"
ณ โอกาสนี้ จึงขอยืนยันว่า ทศธรรม เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดออกจากราชธรรม ๑๐ ประการ โดยน้อมรับมาเพียงส่วนเสี้ยวที่เราท่านทั่วไป พอจะพยายามบำเพ็ญด้วยตัวเราเองได้ ดังแนวทางที่พรรณนา ละเอียดมาใน “ภาคที่ ๒” ของบทความ "ผู้บำเพ็ญธรรม" ที่ท่านได้อ่านขณะนี้นี่เอง
----------------------------------
เรียบเรียงบทความโดย : พล.ต.ม.ร.ว.วัยวัฒน์ จักรพันธุ์
กองบรรณาธิการ #สำนักข่าวเหยี่ยวเวหานิวส์
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น